แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การลงทุน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การลงทุน แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

EEC : โครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก

EEC : Eastern Economic Corridor หรือ โครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก เป็นแผนยุทธศาสตร์ต่างประเทศภายใต้ไทยแลนด์ 4.0 ที่ต่อยอดความสำเร็จมาจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ Eastern Seaboard ที่ดำเนินมาตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา 

เหตุใดเราจึงต้องให้ความสำคัญกับ EEC
สถานการณ์เศรษฐกิจภูมิภาคมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านการพัฒนาประเทศ ระบบคมนาคม และความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำเนิด ASEAN Economic Community (AEC) ที่มีจุดมุ่งหมายผลักดัน ASEAN ให้เป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว มีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน และแรงงานฝีมือได้อย่างเสรี ทำให้บริษัทต่างชาติมีตัวเลือกในการตั้งฐานการผลิตและกระจายสินค้ามากขึ้น ซึ่งในระยะต่อไปความเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคจะยกระดับขึ้นอีกขั้น ซึ่งไทยอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ เชื่อมต่อมหาสมุทรแปซิฟิกกับมหาสมุทรอินเดีย (East-West Economic Corridor) และเชื่อมต่อจีนตอนใต้เข้ากับภูมิภาคแหลมทอง (North-South Economic Corridor) ทำให้ไทยมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางการคมนาคมและโลจิสติกส์ของภูมิภาคและการเป็นประตูสู่เอเชียได้

อย่างไรก็ตาม EEC มองว่า เวียดนามจะผันตัวมาเป็นคู่แข่งทางเศรษฐกิจที่ต้องจับตามอง เพราะเวียดนามเป็นหนึ่งในเป้าหมายการลงทุนจากต่างชาติที่มีความโดดเด่น ด้วยข้อได้เปรียบด้านแรงงานจำนวนมากที่อายุยังน้อยและค่าแรงต่ำ ตำแหน่งที่ตั้งที่ติดกับจีนและเป็นประตูสู่มหาสมุทรแปซิฟิก ตลาดผู้บริโภคที่ขยายตัวต่อเนื่อง และนโยบายประเทศที่ชัดเจนในการก้าวขึ้นเป็น “โรงงาน” และ “ซิลิคอนวัลเลย์” ของเอเชีย ในขณะที่ตัวขับเคลื่อนสำคัญของไทยอย่าง Eastern Seaboard กำลังหมดไฟ และอุตสาหกรรมที่ไทยมีความเชี่ยวชาญกำลังตกยุค ส่งผลให้ในปัจจุบันมีบริษัทต่างชาติพิจารณาย้ายฐานการผลิตจากไทยไปยังเวียดนามแล้ว หนึ่งในนั้นได้แก่ Samsung Electronics Limited LG Electronics และ Daikin Industries Limited ดังนั้น หากไทยไม่เร่งพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของประเทศตั้งแต่วันนี้ มีความเป็นไปได้ว่าเวียดนามจะสามารถแซงหน้าไทยด้วยมูลค่า GDP ที่สูงกว่าในปี 2050
นอกจากนี้ ผลการประเมินขีดความสามารถในการแข่งขันโดย IMD พบว่าประเทศไทยได้รับการจัดอันดับค่อนข้างดีที่ 28 จาก 61 ประเทศ แต่หากพิจารณาในตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมจะพบว่าไทยทำคะแนนได้ค่อนข้างต่ำ ในด้านผลิตภาพ (อันดับที่ 43) โครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ (อันดับที่ 47) และเทคโนโลยี (อันดับที่ 42) ซึ่งรายงาน Global Competitiveness Index 2016-2017 ของ World Economic Forum ให้ผลการประเมินในทิศทางเดียวกัน กล่าวคือ ศักยภาพในการคิดค้นนวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐาน และแรงงานทักษะมีการพัฒนาช้า เมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเดียวกัน และยังคงเป็นปัญหาหลักในการทำธุรกิจในไทยอีกด้วย ดังนั้น เพื่อทำให้ไทยกลับมามีการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นและหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง EEC จึงเป็นโครงการสำคัญที่จะเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของไทย 
         


เป้าหมายและมาตรการส่งเสริม EEC ของรัฐบาลมีอะไรบ้าง?
โครงการ EEC มีเป้าหมายยกระดับพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออกให้กลายเป็น “World-Class Economic Zone” รองรับการลงทุนอุตสาหกรรม Super Cluster และอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอีก 20 ปีข้างหน้า แทนที่ Eastern Seaboard เดิม โดยคาดการณ์ว่าการลงทุนใน EEC จะกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวเฉลี่ยราว 5% ต่อปี สร้างการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมและบริการ 100,000 อัตราต่อปี สร้างฐานภาษีใหม่ไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี ดึงดูดนักท่องเที่ยวกว่า 10 ล้านคนต่อปี และสร้างฐานรายได้เพิ่มไม่น้อยกว่า 4.5 แสนล้านบาทต่อปี



การลงทุนในระยะ 5 ปีแรก (2017-2020) 
เป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุนสนับสนุน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายสอดคล้องกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ภายใต้กรอบการลงทุนร่วมภาครัฐและเอกชนวงเงิน 1.5 ล้านล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่นำร่อง 3 จังหวัด ชลบุรี ระยอง และ ฉะเชิงเทรา ซึ่งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมนับเป็นสัดส่วนใหญ่ของงบลงทุนทั้งหมด เพื่อยกระดับคุณภาพและเพิ่มการเชื่อมต่อภายในประเทศและภูมิภาคมากขึ้นทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ และสนับสนุนการเป็นศูนย์กลางการคมนาคมและโลจิสติกส์ของเอเชียในอนาคต ประกอบด้วย การก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงและรถไฟรางคู่ การก่อสร้างถนนมอเตอร์เวย์ 3 เส้นทาง การก่อสร้างท่าเรือมาบตาพุดระยะที่ 3 การก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบัง การก่อสร้างท่าเรือพาณิชย์สัตหีบ และการก่อสร้างสนามบินอู่ตะเภาให้เป็นสนามบินเชิงพาณิชย์ นอกจากนี้ รัฐบาลยังทุ่มเงินลงทุนมูลค่ากว่า 5 แสนล้านบาทเพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม และอีก 2 แสนล้านบาทเพื่อพัฒนาด้านการท่องเที่ยว พร้อมกันนี้ เมืองใหม่ 4 แห่ง ได้แก่ ฉะเชิงเทรา พัทยา อู่ตะเภา และ ระยอง จะได้รับการพัฒนาเพื่อเอื้อต่อภาคธุรกิจ เป็นศูนย์การวิจัยและพัฒนา และกระจายความแออัดจากกรุงเทพฯ ในการนี้ รัฐบาลได้ร่างพ.ร.บ. พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกขึ้น เพื่อเร่งและสนับสนุนการดำเนินโครงการ EEC ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนปรับปรุงเพิ่มเติม รวมทั้งแก้ไข พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน และร่าง พ.ร.บ.เพิ่มขีดความสามารถฯ เพื่อเร่งการลงทุนจากต่างชาติและภาคเอกชนในพื้นที่ EEC ด้วยสิทธิประโยชน์การลงทุน ถึง 3 ด้าน คือ

1) สิทธิประโยชน์แบบ Tailor Made สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย การแพทย์ครบวงจร ปิโตรเคมี อากาศยาน และเขตนวัตกรรมเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EECI) ด้วยการให้สิทธิประโยชน์ตามร่างพ.ร.บ. 2 ฉบับ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุดไม่เกิน 15 ปี หรือสิทธิประโยชน์อื่นมากที่สุดเท่าที่ พ.ร.บ. ทั้ง 2 ฉบับจะให้ได้
2) เครื่องมือสนับสนุน-ส่งเสริม-อำนวยความสะดวกในการลงทุนแบบครบวงจร 
3) การให้บริการ One Stop Service นอกจากนี้ การลงทุนในพื้นที่ EEC จะได้รับสิทธิประโยชน์ “เพิ่มเติม” ในการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% ของอัตราปกติเป็นระยะเวลาอีก 5 ปี สำหรับ 5 กิจการ คือ กิจการโครงสร้างพื้นฐาน กิจการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ EEC กิจการที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยและพัฒนา และเทคโนโลยีชีวภาพ กิจการบริการที่มีมูลค่าสูง (High Value Services) และกิจการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมที่ยังมีผู้ประกอบการน้อยราย 



ท่าทีของนักลงทุนชาวต่างชาติต่อการลงทุนใน EEC เป็นอย่างไร?
มาตรการส่งเสริมการลงทุนในครั้งนี้ดึงดูดความสนใจของบริษัทต่างชาติได้เป็นอย่างมาก รัฐบาลคาดว่าจะสามารถดึงดูดการลงทุนได้มากกว่า 1.9 ล้านล้านบาทจากภาคเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุตสาหกรรมในกลุ่ม ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์ ดิจิตอล และอากาศยาน โดยที่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อย่าง โตโยต้า นิสสัน และ BMW ต่างแสดงความสนใจในการลงทุนเพิ่ม อย่างไรก็ตาม บริษัทยังรอความชัดเจนของนโยบายการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (EV) ในประเทศที่กำลังอยู่ในขั้นตอนพิจารณาของคณะรัฐมนตรี

ในส่วนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ บริษัท ซูมิโตโม่ อิเล็กทรอนิกส์ วินเทค (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนจัดจำหน่ายชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องจักรกล และหุ่นยนต์และเครื่องมือกลระบบอัตโนมัติ กล่าวว่า นักลงทุนญี่ปุ่นมีความมั่นใจและมีแผนการลงทุนเพิ่มในไทยมากขึ้น โดยทางบริษัทเตรียมจัดตั้งสาขาและศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านอิเล็กทรอนิกส์ (Technical Learning Academy) ในพื้นที่ EEC ด้วยงบลงทุน 150-200 ล้านบาท

นอกจากนี้ อาลีบาบา บริษัท e-Commerce ยักษ์ใหญ่จากจีน ได้ลงนามในข้อตกลงกับรัฐบาลไทยหลายฉบับในเดือนธันวาคมปี 2017 เพื่อสร้างฮับ e-Commerce และโลจิสติกส์ ให้แล้วเสร็จภายในปี 2019 ซึ่งการลงทุนในพื้นที่ EEC นี้เป็นการก้าวเข้าสู่ภูมิภาคอาเซียนพร้อมทั้งช่วยกระจายความรู้ด้าน e-Commerce และโลจิสติกส์ให้แก่ผู้ประกอบการไทยอีกด้วย  และเมื่อต้นเดือนมีนาคม 2018 การบินไทยได้บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นกับแอร์บัสในข้อตกลงความร่วมมือโครงการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (TG MRO Complex Development) ณ ท่าอากาศยานอู่ตะเภา โดยผู้บริหารแอร์บัสตัดสินใจเลือกไทยเป็นหนึ่งในศูนย์ซ่อม MRO ด้วยความเหมาะสมเรื่องที่ตั้งและความเชื่อมั่นที่มีต่อนโยบายเศรษฐกิจไทย 


วันจันทร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2557

บันทึกต้นทุนการซื้อหุ้น




หากท่านได้อ่านหนังสือ "คัมภีร์หุ้นห่านทองคำ" ที่ผมเคยได้แนะนำก่อนหน้านี้จะเห็นวิธีบันทึกต้นทุนการซื้อหุ้นที่ผู้เขียนได้ทำขึ้นและแสดงตัวอย่างการซื้อหุ้นและวิธีคิดต้นทุนหากใครยังไม่ได้อ่านก็ไม่เป็นไรนะครับ  ที่ผมเกริ่นไปนั้นเพราะว่าวันนี้มีไฟล์ excel การบันทึกต้นทุนการซื้อหุ้นมาฝากครับ  วิธีบันทึกจะเหมือนกับในหนังสือเล่มดังกล่าว ซึ่งวิธีคิดนี้จะไม่เหมือนกับวิธีที่โบรกเกอร์คิดนะครับเพราะทางโบรกเกอร์ใช้วิธีคิดแบบ FIFO (First in, First Out)

ใครสนใจลองโหลดไปใช้ดูครับ แต่ผมต้องบอกก่อนนะครับว่าไฟล์นี้ผมไม่ได้เป็นคนทำเอง เคยมีคนทำแจกไว้ในอินเตอร์เน็ตไว้นานแล้วซึ่งผมก็ไม่ทราบแน่ชัดว่าใครเป็นคนทำคนแรก  เพราะมีการส่งต่อกันมาเป็นทอดๆ  แต่ไฟล์นี้ผมได้ปรับรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ  ให้อัตราค่าคอมมิชชั่นตรงกับปัจจุบันที่เทรดด้วยอินเตอร์เน็ตมากที่สุด  และหากบัญชีหุ้นที่ท่านใช้อยู่มีค่าคอมมิชชั่นขั้นต่ำก็อย่าลืมใส่ตรงนั้นด้วย  หากใครสงสัยตรงไหนอย่างไร ถามไว้ในบล็อกนี้หรือที่แฟนเพจได้เลยนะครับ

ดาวน์โหลดไฟล์ตรงนี้ครับ >> Down Load

วันศุกร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2557

แนะนำหนังสือการลงทุนในหุ้น



สำหรับผู้ลงทุนหุ้นมือใหม่มักจะมีคำถามเสมอว่า “อ่านหนังสือหุ้นเล่มไหนดี” หรือ “ช่วยแนะนำหนังสือเล่นหุ้นให้หน่อย” ซึ่งปัจจุบันหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นมีออกมามากมายหลากหลายสำนักพิมพ์  เริ่มแรกควรจะหาหนังสือที่เกี่ยวการซื้อขายหุ้นเบื้องต้นมาอ่านก่อน ซึ่งมีอยู่หลายเล่มเหมือนกัน แต่ผมแนะนำ 2 เล่ม (ซื้อเล่มใดเล่มหนึ่งก็ได้) คือ เล่นหุ้นออนไลน์ไม่ยาก กับ มือใหม่เล่นหุ้นฉบับการ์ตูน  ควรหลีกเลี่ยงหนังสือที่มีชื่อหนังสือในทำนองว่า “รวยง่าย ๆ” เพราะความเป็นจริงมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นเลย




หลังจากเข้าใจเรื่องระบบซื้อขายแล้ว ต่อไปก็ควรหาหนังสือที่เกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นมาอ่าน เพื่อหาแนวคิดของการลงทุนในหุ้นและช่วยให้เราเห็นแนวทางการลงทุนต่างๆ จะมีเล่มไหนบ้างไปดูกันได้เลยครับ

1. หนังสือของ ดร.นิเวศน์  เหมวชิรากร ทุกเล่ม เพราะแทบจะเรียกได้ว่าเป็นต้นตำหรับการลงทุนหุ้นคนแรกๆ ในเมืองไทย  และอยู่ในตลาดหุ้นมานานผ่านหลายวิกฤต หนังสือของ ดร.นิเวศน์ จะเป็นหนังสือที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย อ่านเพลิน และมีข้อคิดต่างๆในการลงทุน

2. เพาะหุ้นเป็นเห็นผลยั่งยืน - ผู้แต่ง : กวี ชูกิจเกษม - อ่านเข้าใจง่าย มียกตัวอย่างหุ้นประกอบแนวทางเป็นศึกษาหุ้นเติบโต
3. คัมภีร์หุ้นห่านทองคำ - ผู้แต่ง : เทพ รุ่งธนาภิรมย์ - (ทั้งชุดมี 6 เล่ม) อ่านเล่ม 1-3 ก็พอ ส่วนเล่มที่ 4-6 ออกแนวซ้ำ แนวทางของผู้แต่งเป็นการศึกษาหุ้นปันผลและการลดต้นทุนต่อหุ้นเพื่อการถือหุ้นในระยะยาว
4. อ่านงบการเงินเพื่อลงทุนในหุ้น - ผู้แต่ง : เซียนหุ้น - เป็นแนวอ่านงบการเงิน แบบอธิบายเข้าใจง่ายๆ คนไม่เข้าใจเรื่องบัญชีก็ทำความเข้าใจได้ไม่ยาก
5. เล่นหุ้นกับพี่เม่า - ผู้แต่ง : ไม้ไต่คู้ - การ์ตูนขำๆ สะท้อนความผิดพลาดของเม่า เล่มนี้ไม่ได้แนวทางลงทุน แต่ได้แนวทางที่ผิดพลาดของเม่า (เราจะได้ไม่ทำตาม)
6. อันนี้ไม่ใช่หนังสือล่ะแต่เป็น you tube โดยให้ค้นหาคำว่า moneytalkchannel หรือ  vi สายดำ  ไว้สำหรับดูแนวทางการลงทุนของแต่ละคนที่มาออกรายการ




*** หนังสือแปล ผมยังไม่แนะนำ แนะนำให้หาข้างบนอ่านให้หมดก่อน แล้วค่อยหาหนังสือแปลมาอ่านภายหลังครับ

หนังสือที่แนะนำเบื้องต้นก็ประมาณนี้นะครับหรือจะอ่านเพิ่มเติมกว่านี้ได้ก็ยิ่งดีครับ เราจะได้เห็นแนวทางการลงทุนของหลายๆคนเพิ่มมากยิ่งขึ้นไป



วันจันทร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2556

การลงทุน

     ในสถานการณ์ปัจจุบันที่อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น แต่ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารกลับลดน้อยถอยลง ซึ่งเป็นอัตราที่สวนทางกัน  ดังนั้นจึงมีผู้คนที่จะพยายามออมเงินด้วยการลงทุนในรูปแบบต่างๆ  ซึ่งมีทั้ง ซื้อทอง , พันธบัตรรัฐบาล ,สลากออมสิน , อสังหาริมทรัพย์ , กองทุนต่างๆ

แต่ทั้งนี้การลงทุนในรูปแบบต่างๆ ก็มีทั้งสภาพคล่องและความเสี่ยงไม่เท่ากัน (สภาพคล่องคือ ความสามารถในการเปลี่ยนเป็นเงิน หรือ กระแสเงินสด)  ซึ่งมักจะแปรผันไปตามผลตอบแทนที่ได้รับ  อาทิ เงินฝากธนาคาร สภาพคล่องสูง ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนต่ำ หรือ หุ้น ที่มีสภาพคล่องปานกลาง ความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนสูง เป็นต้น

 
ทีนี้เราควรจะแบ่งการลงทุนอย่างไรดี
ตรงนี้แล้วแต่หลักการของแต่ละคน  แต่โดยส่วนตัวผมเอง ผมได้แบ่งการลงทุนตามสภาพคล่อง ของสินทรัพย์ที่จะเราไปลงทุน  คือ แบ่งเป็น สภาพคล่องสูง , สภาพคล่องปานกลาง  และสภาพคล่องต่ำ (บางท่านอาจแบ่งตามความเสี่ยง, บางท่านอาจแบ่งตามกระแสรายได้)   
โดยลักษณะการแบ่งสินทรัพย์ของผมก็ประมาณนี้
- สภาพคล่องสูง = เงินฝากธนาคาร
- สภาพคล่องปานกลาง = ทองแท่งหรือทองรูปพรรณ , หุ้น , พันธบัตรรัฐบาล
- สภาพคล่อง = ที่ดิน, อสังหาริมทรัพย์


โดยการลงทุนที่ผมจะมาแนะนำทุกท่านคือ “หุ้น”  หุ้นคือ ตราสารที่บริษัทฯที่ได้ทำการจดเข้าทะเบียนตลาดหลักทรัพย์และได้ทำการขายตราสารนี้อออกมาให้กับผู้สนใจลงทุนได้ซื้อหรือเก็งกำไร  ความหมายง่ายๆ คือ บริษัทฯ ทำตราสารออกมาเพื่อยืมเงินบุคคลที่สนใจไปลงทุน  ผู้ซื้อก็จะได้ความเป็นหุ้นส่วนหรือเป็นเจ้าของร่วมกับกิจการนั้นๆ  

การลงทุนในหุ้นมีแนวทางการลงทุนหลายแบบ เช่น day trade , เล่นรอบ , VI , ฯลฯ  ซึ่งแล้วแต่ความถนัดของแต่ละคน ทั้งนี้ผมจะแนะนำในแนวทางของผม ซึ่งก็ได้ดัดแปลงมาจากอีกหลายๆท่านที่เป็นกูรูในด้านนี้ ก็คือแนวห่านทองคำ ซึ่งจะอธิบายในโอกาสต่อไป

>>> บางคนบอกว่าต้องมีเงินมากแค่ไหนในการลงทุนหุ้นหรือเล่นหุ้น  ผมขอบอกว่าขั้นต่ำ เพียงแค่เดือนละ 500-1,000 บาทครับ  เหมือนฝากเงินประจำ  ซึ่งท่านอาจฝากประจำกับธนาคารอยู่แล้วก็ฝากไป (สภาพคล่องไม่เหมือนกัน)  เพียงแค่เพิ่มในส่วนของตรงนี้มาลงทุนในแต่ละเดือนๆ เท่านั้นเอง  และผมก็ไม่แนะนำให้นำเงินทั้งหมดมาลงทุนในหุ้น ควรแบ่งการลงทุนไว้หลายๆทาง

>>>>> ถ้าสนใจจะซื้อหุ้นแล้ว ทำอย่างไร  >>> ก่อนอื่นต้องไปต้องไปเปิดบัญชีซื้อขายหุ้น กับบริษัทฯ หลักทรัพย์ต่างๆ  ซึ่งผมจะแนะนำในบทความถัดไป