แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ P/E แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ P/E แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2562

การหาหุ้นจาก หุ้น IPO

หุ้น IPO มักเป็นหุ้นที่นักลงทุนหลาย ๆ คนอยากได้  แต่ส่วนใหญ่โบรกเกอร์ที่เป็นตัวแทนเสนอขายหุ้น IPO ตัวนั้นๆ มักจะเสนอขายให้กับผู้ที่มีการเทรดหุ้นเป็นประจำและมีมูลค่าสูงหรือเรียกว่าเป็นผู้มีอุปการะคุณกับทางโบรกเกอร์  (โบรกเกอร์ได้ค่าคอมจากการเทรดเป็นจำนวนมาก)    ทำให้นักลงทุนรายย่อยถ้าสนใจจะไปซื้อหุ้นเหล่านั้นต้องไปซื้อในกระดานปกติหลังจากหุ้นตัวนั้นได้เข้ามาขาย ซึ่งราคาก็มักจะสวิงขึ้นไปสูงมากในช่วงแรก



แล้วเราจะซื้อหุ้นที่เพิ่งเข้าตลาดตอนไหนดี ?  ซึ่งจากที่ผมติดตามและดูสถิติที่ผ่านมาพบว่าเราควรจะซื้อหุ้นเหล่านั้นเมื่อเข้าตลาดไปแล้ว 2-3 ปี เพราะหุ้น IPO ที่เข้าตลาดราคาหุ้นก็แทบจะเต็มมูลค่าอยู่แล้ว  และหลังจากเข้าตลาดมานักเก็งกำไรก็มักจะเข้ามาไล่ซื้อจนราคาขึ้นไปสูงมากจน PE ทะลุ 40-50 เท่าหรือไปถึง 100 เท่าก็มี   ถ้าหุ้นตัวนั้นสามารถทำกำไรได้จริงราคาก็อาจยังเพิ่มขึ้นไปได้เรื่อยๆ เพราะผู้บริหารก็มักจะวาดฝันโครงการต่างๆ ให้นักลงทุนหรือนักเก็งกำไรเป็นระยะ    แต่ถ้างบการเงินออกมาแย่เมื่อไหร่หรือโครงการต่างๆที่อ้างว่าจะทำก็ไม่เสร็จหรือทำไม่ได้ บอกเลยว่าหายนะก็จะเริ่มมาเยือน ราคาก็จะดิ่งไปเรื่อยๆ  




ส่วนรายชื่อหุ้น IPO ในแต่ละปีเราสามารถเข้าไปดูได้ที่ https://www.set.or.th/set/ipo.do  แล้วเลือกปีที่เราต้องการดู  ส่วนที่เราควรจะซื้อหุ้น ipo เมื่อเข้าตลาดผ่านไปแล้วสัก 2-3 ปี  ก็เพราะว่าเราต้องรอดูงบการเงินของกิจการให้แน่ชัดก่อน งบการเงินจะสะท้อนความจริงว่าบริษัทเหล่านั้นได้นำเงินไปทำตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้ก่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์หรือไม่ เช่น นำไปสร้างโรงงาน นำไปจ่ายเงินกู้ที่มีภาระดอกเบี้ย  นอกจากนี้หุ้นใหม่ที่เข้าตลาดก็มักจะมาออก opp day อยู่สม่ำเสมอ ทำให้เราติดตามได้ง่ายว่าบริษัทมีแผนจะเพิ่มรายได้ของบริษัทและเติบโตไปได้อย่างไร





ซึ่งนี่ก็เป็นวิธีหาหุ้นอีกวิธีหนึ่งที่ผมใช้อยู่นะครับ  แต่ต้องบอกก่อนว่าหาหุ้นได้แล้วไม่ใช่ซื้อเลย  ก็ต้องประเมินด้วยว่ากิจการจะโตต่อไปอย่างไร  PE แพงเกินไปไหม  กิจการมีความเสี่ยงอะไรบ้าง  และที่สำคัญถ้าหุ้นขึ้นไปมากๆก็ต้องรออย่าตามน้ำซื้อโดยที่ราคามันไปไกลแล้ว กรณีถ้าเรามีหุ้นอยู่แล้วราคาหุ้นพุ่งเกินจากที่เราประเมินไปมากก็ทยอยขายบ้าง เพราะส่วนใหญ่หุ้นที่เพิ่งเข้าตลาด ราคามักจะเหวี่ยงแรงๆ ทั้งสูงเกินเหตุ ต่ำเกินไป  การทยอยขายบางส่วนก็ถือเป็นการล็อคกำไรและลดความเสี่ยงของพอร์ตในตัว
.
สำหรับบทความนี้ก็จบเท่านี้นะครับ หวังว่าจะพอมีประโยชน์กับนักลงทุนแบบมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆนะครับ

------------------------------------------
ช่องทาง Donate สนับสนุนผู้เขียน
True wallet : 085-918-8932
Paypal : savathirun@gmail.com

วันเสาร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

การประเมินมูลค่าหุ้นแบบง่าย ๆ โดยใช้ PE และ EPS

การลงทุนในหุ้นมีหลากหลายรูปแบบและหลากหลายวิธี 1 ในนั้นก็คือ VI การลงทุนแบบ VI ถ้าให้คำนิยามสั้น ๆ ก็คือการซื้อหุ้นบนราคาพื้นฐาน ซึ่งคำว่าพื้นฐานแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันแม้กระทั่งเซียนหุ้นรุ่นใหญ่ก็มีลงทุนแนว VI ในรูปแบบที่แตกต่างกัน บางคนดูพื้นฐานในอดีตจนถึงปัจจุบัน บางคนดูพื้นฐานและการเติบโตในอนาคต สุดท้ายแล้วมูลค่าหุ้นที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญคือ EPS โดยมี PE เป็นตัวกำหนดราคา บทความนี้จะแนะแนวทางประเมินเรื่องหุ้นเติบโตแบบคร่าว ๆ นะครับ

EPS คือกำไรต่อหุ้น หรือผลการดำเนินงานในแต่ละปีหารด้วยจำนวนหุ้น บริษัทที่มีผลการดำเนินงานดีและสม่ำเสมอ ไม่ค่อยเพิ่มทุน EPS ก็มักจะโตตามไปด้วย การประเมิน EPS ต้องประเมินทั้งปีเนื่องจากมีหลายบริษัทที่สินค้าขายดีเป็นฤดูกาล ทำให้บางไตรมาศกำไรต่อหุ้นลดลงหรือบางไตรมาศกำไรต่อหุ้นสูงขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาศก่อนหน้า การเปรียบเทียบรายไตรมาศควรเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน
PE คือ ราคาหุ้นหารด้วยกำไรต่อหุ้น (กำไรต่อหุ้นในนี้คือ ผลรวมของกำไรต่อหุ้นแต่ละไตรมาศย้อนหลัง 4 ไตรมาศ) PE มักนำมาใช้ในการประเมินหุ้นว่าถูกหรือแพง ยิ่งหุ้นที่มีคนให้ความสนใจสูงมักจะมีราคาที่สูง PE ก็จะสูงตามไปด้วย

>> การประเมินมูลค่าหุ้นเติบโตโดยใช้ EPS และ PE
โจทย์ : สมมุติว่ามีหุ้นชื่อว่า asdf มีผลการดำเนินงานที่ดีสม่ำเสมอ มีรายได้ทั้งปี 2559 อยู่ที่ 5,000 ล้านบาท มีกำไรอยู่ที่ 300 ล้านบาท มีหุ้นในบริษัททั้งสิ้น 150 ล้านหุ้น ราคาซื้อขายอยู่ที่ 26 บาท เท่ากับหุ้นตัวนี้มี EPS ของปี 2559 อยู่ที่ 2 บาท และมี PE อยู่ที่ 13 และเมื่อดูข้อมูลย้อนหลังก็พบว่าหุ้นตัวนี้มีค่า PE เฉลี่ยอยู่ที่ 13 PE ต่ำสุดอยู่ที่ 8 PE สูงสุดอยู่ที่ 17 และมีอัตรากำไรต่อรายได้อยู่ที่ประมาณ 5-6 %
แนวโน้มการเติบโต : ใน opp day และ การประชุมผู้ถือหุ้น ทางผู้บริหารบริษัท asdf แจ้งว่าปัจจุบันกำลังขยายสินค้าไปประเทศอาเซียนโดยมีผลการตอบรับที่น่าพอใจ และปัจจุบันกำลังก่อสร้างโรงงานใหม่คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนมีนาคม 2560 โดยโรงงานใหม่แห่งนี้จะได้รับสิทธิทางภาษี BOI ในเดือนเมษายน 2560 ทั้งนี้คาดว่าบริษัทจะมีรายได้ปี 2560 อยู่ที่ 7,500 ล้านบาท และจะยังไม่มีการเพิ่มทุนในช่วง 1-2 ปีนี้แต่อย่างใด
การประเมินเบื้องต้น : หากเป็นไปตามที่ผู้บริหารของ asdf ได้กล่าวไว้คือมีรายได้ 7,500 ล้านบาท เราอาจลบไปเล็กน้อยเผื่อในเรื่องสภาวะเศรษฐกิจที่อาจไม่เป็นใจ โดยปรับเป็นเป้ารายได้อยู่ที่ 7,000 ล้านบาท และที่ผ่านมาบริษัทนี้มีกำไรต่อรายได้อยู่ที่ 5-6 % เราก็ประเมินที่ต่ำไว้ก่อนคือ 5% ทำให้เราประเมินว่าบริษัทแห่งนี้จะมีกไร 350 ล้านบาทและมี EPS ของปี 2560 อยู่ที่ 2.33 บาท ซึ่งหมายความว่าหากค่า PE ยังเท่าเดิมคือ 13 ราคาหุ้น ณ ปลายปี 2560 (งบปีออกแล้ว) จะเท่ากับ 30 บาท หรือถ้า PE ต่ำสุดตามสถิติเดิมที่ 8 ราคาจะอยู่ที่ 18.60 และถ้าหาก PE สูงสุดตามสถิติเดิมที่ 17 ราคาหุ้นจะอยู่ที่ 39.50 บาท

ลองดูภาพประกอบนะครับ เป็นหุ้นบางตัวที่ผมประเมินราคาไว้และเฝ้าติดตามสม่ำเสมอ ยังไงก็ลองไปปรับใช้กันดูนะครับ โดยเฉพาะใช้คู่กับวิธีปรับพอร์ตของคุณโยโย่ที่ผมเคยแชร์ไปก่อนหน้านี้

ปล.ขอไม่เปิดเผยชื่อหุ้นนะครับ และ ราคาหุ้นไม่ใช่ราคาล่าสุดนะครับ เป็นราคาหลายวันที่แล้ว
ปล.2 ข้อมูลแนวโน้มรายได้เราอาจดูจากบทวิเคราะห์จากโบรคเกอร์ประกอบ แต่ห้ามเชื่อราคาเป้าหมาย หรือ PE ที่เค้าประเมินมา ให้เราประเมินด้วยตนเองเป็นดีที่สุด (แต่ถ้าหุ้นที่ market cap เล็ก ก็ไม่มีบทวิเคราะห์นะ)

วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2558

ค้นหาหุ้นตัวเล็ก


 ** ก่อนอ่านบทความขออธิบายเรื่องราคาหุ้นก่อนนะครับ จะได้เข้าใจตรงกัน
>> หุ้นราคาแพง หมายถึง หุ้นที่มี PE สูงมาก
>> หุ้นราคาถูก หมายถึง หุ้นที่มี PE ต่ำ
>> หุ้นราคาสูง หมายถึง หุ้นที่มีราคาต่อหุ้นประมาณ 50 – 100 บาทขึ้นไป โดยไม่ได้ดู PE ของหุ้น
>> หุ้นราคาต่ำ หมายถึง หุ้นที่มีราคาต่อหุ้นตั้งแต่หลักสตางค์จนถึงประมาณ 20 บาท  โดยไม่ได้ดู PE ของหุ้น

ในการซื้อหุ้นของคนที่มีทุนจำกัด มีเงินเติมเข้าพอร์ตเดือนละไม่กี่พันบาทหรือเงินในพอร์ตมีไม่เยอะมาก การซื้อหุ้นจะโดนจำกัดไปด้วยราคาของหุ้นที่สูง ถึงแม้ว่าเราจะสามารถซื้อเศษหุ้นได้แต่ก็ไม่สามารถซื้อได้ทุกตัวเพราะหุ้นบางตัวสภาพคล่องต่ำอยู่แล้ว ยิ่งเป็นเศษหุ้นยิ่งแทบไม่มีคนซื้อหรือขาย ถ้ามีก็ตั้งขายแพงมากหรือตั้งซื้อถูกมาก  ตัวอย่างหุ้นที่ราคาสูงและมีสภาพคล่องต่ำเช่น TF (มาม่า) , SMK (สินมั่นคงฯ) เป็นต้น  หรือหุ้นที่เล็งไว้ราคาไม่สูงก็จริงแต่ราคาก็ดันแพงเกินไป (PE สูงมาก ๆ) ได้แต่เล็ง ๆ ไว้ไม่ได้ซื้อสักที

ดังนั้นสำหรับคนทุนน้อยและไม่อยากซื้อเป็นเศษหุ้น จำเป็นต้องเลือกหุ้นที่มีราคาไม่สูงที่เราสามารถซื้อได้ แต่ว่าเราจะหายังไงดี  หรือหุ้นที่เล็งไว้ราคาไม่สูงก็จริงแต่ราคาแพงเกินไป (PE สูงมาก ๆ) ได้แต่เล็ง ๆ ไว้ไม่ได้ซื้อสักที  บทความนี้จะบอกแนวทางในการหาหุ้นราคาไม่สูง (และเป็นหุ้นที่มีคุณภาพระดับหนึ่ง) เพื่อที่เราจะได้มีตัวเลือกในการซื้อหุ้นเพิ่มมากขึ้น โดยวิธีมีดังนี้   

1.เข้าเว็บไซต์ http://siamchart.com/stock-financial จะมีรายชื่อหุ้นมากมายเรียงตามตัวอักษรและจะมีข้อมูล 3 อย่างคือ EPS (กำไรต่อหุ้น), Rev (รายได้รวม), NP (กำไรสุทธิ) ย้อนหลัง 5 ปี


2.กรองหุ้นด้วยการกรอก EPS+Count>= , Rev+Count >=, NP+Count>=   แล้วกด FILTER  ค่าที่สามารถกรอกได้จะอยู่ระหว่าง 1-5  ตรงนี้หมายความว่า ค่าดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนอย่างน้อยกี่ปี  สมมุติว่าผมกรอกเป็น 4, 5, 4 ตามลำดับจะหมายความว่า >> รายชื่อหุ้นที่จะปรากฎภายใน 5 ปีที่ผ่านมา จะมีกำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาอย่างน้อย 4 ปี มีรายได้เพิ่มขึ้น 5 ปี และมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาอย่างน้อย 4 ปี  หรือใครจะกรอกอย่างอื่นก็ได้นะครับ



3.หลังจากนั้นให้ไปคลิ๊กหัวตารางตรง EPS ของปีล่าสุด  จะทำให้เรียงลำดับตามจากมากไปน้อยหรือคลิ๊กอีกครั้งเพื่อเรียงจากน้อยไปมาก  ให้เอา EPS ปีล่าสุด x ด้วย PE ซึ่งอยู่ช่องขวาสุด เราก็จะได้ราคาหุ้นตัวนั้นราคาคร่าว ๆ ณ วันที่เราหาข้อมูล  เราก็เลือกหุ้นที่ราคาไม่สูงออกมา



4.กรองหุ้นอีกขั้นด้วยการ เข้าเว็บไซต์ www.siamchart.com/stock เสร็จแล้วกรอกชื่อหุ้นที่เราเลือกมาจากข้อ 3. โดยใส่เครื่องหมาย , (ลูกน้ำ) คั่นระหว่างชื่อหุ้นแต่ละตัว  จากนั้นกด FILTER  เราก็จะได้งบคร่าว ๆ ของหุ้นแต่ละตัว  เราก็เลือกหุ้นที่งบดี (PE, ROE, ROA) ออกมาอีกรอบ




5.กรองขั้นสุดท้ายด้วยการหาอ่านงบการเงิน อ่านรายงานประจำปี อ่าน 56-1 ของหุ้นที่เราเลือกมา  วิเคราะห์ว่าน่าสนใจไหม เราเข้าใจธุรกิจหรือไม่ มีโอกาสเติมโตอย่างไร ผู้บริหารเป็นใคร ผู้ถือหุ้นใหญ่มีใครบ้าง ถ้าเราคิดว่าหุ้นตัวนี้ ok ก็มาประเมินราคาของหุ้นที่ควรจะเป็น (จะใช้วิธีไหนหามูลค่า ก็แล้วแต่ที่ท่านได้ศึกษามา)  ถ้าวิเคราะห์แล้วว่าราคาหุ้นในปัจจุบันนั้นยังไม่แพงก็ค่อย ๆ ทยอยซื้อและเฝ้าติดตาม (ที่ทยอยซื้อ เพราะเราจะได้รู้จักนิสัยของหุ้นตัวนั้น ๆ ด้วย)  ถ้าแพงก็เก็บไว้เป็นตัวเลือกต่อไปในวันข้างหน้า



หมายเหตุ :
ขอขอบคุณเว็บไซต์ www.siamchart.com ที่รวบรวมข้อมูลดี ๆ ให้นักลงทุนได้ใช้ประโยชน์
วิธีหาหุ้นดังกล่าวเป็นวิธีที่ผมใช้เอง โปรดใช้วิจารณญานก่อนตัดสินใจลงทุน


วันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

P/E Ratio



สำหรับอัตราส่วนทางการเงินที่นักลงทุนมักจะให้ความสนใจเป็นอันดับต้นๆ ก็คืออัตราส่วน P/E  ซึ่งหมายถึงราคาต่อกำไรของหุ้น ซึ่ง P หมายถึงราคา และ E หมายถึงกำไรต่อหุ้นย้อนหลัง 1 ปีซึ่งการใช้ P/E มีข้อควรระวังคือ หาก E ไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมายราคาก็จะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การคิดค่าเสื่อมมากเกินไปหรือน้อยเกินไปซึ่งทำให้กำไรผิดปกติ หรือกำไรพิเศษซึ่งเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวก็ทำให้ E สูงขึ้นผิดปกติ รวมถึงการตลาดปรับค่า P/E สูงขึ้นหรือต่ำลงตามภาวะตลาด ณ ตอนนั้น  ซึ่งความผิดปกติต่างๆ นักลงทุนสามารถตรวจสอบเบื้องต้นได้จากการอ่านงบการเงินของบริษัทฯ

E ที่เปลี่ยนไปมีผลต่อราคาอย่างไร ผมจะขอยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้นดังนี้
หุ้น XY มีราคา (P) ปัจจุบันอยู่ที่ 10 บาท มีกำไรต่อหุ้น (E) อยู่ที่ 0.8 บาท จากข้อมูลหุ้นตัวนี้จะมี P/E อยู่ที่ 12.5 

กรณีที่ 1. ตลาดมองว่าหุ้น XY เป็นหุ้นของบริษัทที่มีศักยภาพดีผู้คนต่างก็ให้ความสนใจและมองว่าหุ้นตัวนี้มี P/E เหมาะสมอยู่ 15  ดังนั้นราคาของหุ้น XY ก็จะปรับขึ้นไปที่ 12 บาท

กรณีที่ 2. กำไรต่อหุ้นมีสูงขึ้นหรือต่ำลง จะมีผลทำให้ P/E ของหุ้นปรับเปลี่ยนตามไปด้วย อาทิ กำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้นจากเดิมมาอยู่ที่ 0.9 บาท P/E ก็จะปรับมาอยู่ที่ 11.11  และถ้าตลาดยังคงมองหุ้น XY ว่าควรมี P/E เท่าเดิมที่ 12.5  หุ้นก็จะปรับขึ้นไปอยู่ที่ 13.88 บาท

จาก 2 กรณีที่กล่าวไปในหุ้นตัวหนึ่ง มักจะเกิดทั้งสองกรณีซ้อนทับกันเสมอๆ ดังนั้นนักลงทุนควรมอง P/E ในอนาคตด้วยว่ามีโอกาสไปทิศทางไหน E ในอนาคตมีแนวโน้มเป็นอย่างไร อนาคตตลาดจะให้ P/E แก่หุ้นตัวที่เราเลือกได้สูงหรือต่ำแค่ไหน และราคาปัจจุบันที่ซื้อนั้นมี P/E เหมาะสมไหมถูกหรือแพงอย่างไร