แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ซื้อหุ้น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ซื้อหุ้น แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2562

การหาหุ้นจาก หุ้น IPO

หุ้น IPO มักเป็นหุ้นที่นักลงทุนหลาย ๆ คนอยากได้  แต่ส่วนใหญ่โบรกเกอร์ที่เป็นตัวแทนเสนอขายหุ้น IPO ตัวนั้นๆ มักจะเสนอขายให้กับผู้ที่มีการเทรดหุ้นเป็นประจำและมีมูลค่าสูงหรือเรียกว่าเป็นผู้มีอุปการะคุณกับทางโบรกเกอร์  (โบรกเกอร์ได้ค่าคอมจากการเทรดเป็นจำนวนมาก)    ทำให้นักลงทุนรายย่อยถ้าสนใจจะไปซื้อหุ้นเหล่านั้นต้องไปซื้อในกระดานปกติหลังจากหุ้นตัวนั้นได้เข้ามาขาย ซึ่งราคาก็มักจะสวิงขึ้นไปสูงมากในช่วงแรก



แล้วเราจะซื้อหุ้นที่เพิ่งเข้าตลาดตอนไหนดี ?  ซึ่งจากที่ผมติดตามและดูสถิติที่ผ่านมาพบว่าเราควรจะซื้อหุ้นเหล่านั้นเมื่อเข้าตลาดไปแล้ว 2-3 ปี เพราะหุ้น IPO ที่เข้าตลาดราคาหุ้นก็แทบจะเต็มมูลค่าอยู่แล้ว  และหลังจากเข้าตลาดมานักเก็งกำไรก็มักจะเข้ามาไล่ซื้อจนราคาขึ้นไปสูงมากจน PE ทะลุ 40-50 เท่าหรือไปถึง 100 เท่าก็มี   ถ้าหุ้นตัวนั้นสามารถทำกำไรได้จริงราคาก็อาจยังเพิ่มขึ้นไปได้เรื่อยๆ เพราะผู้บริหารก็มักจะวาดฝันโครงการต่างๆ ให้นักลงทุนหรือนักเก็งกำไรเป็นระยะ    แต่ถ้างบการเงินออกมาแย่เมื่อไหร่หรือโครงการต่างๆที่อ้างว่าจะทำก็ไม่เสร็จหรือทำไม่ได้ บอกเลยว่าหายนะก็จะเริ่มมาเยือน ราคาก็จะดิ่งไปเรื่อยๆ  




ส่วนรายชื่อหุ้น IPO ในแต่ละปีเราสามารถเข้าไปดูได้ที่ https://www.set.or.th/set/ipo.do  แล้วเลือกปีที่เราต้องการดู  ส่วนที่เราควรจะซื้อหุ้น ipo เมื่อเข้าตลาดผ่านไปแล้วสัก 2-3 ปี  ก็เพราะว่าเราต้องรอดูงบการเงินของกิจการให้แน่ชัดก่อน งบการเงินจะสะท้อนความจริงว่าบริษัทเหล่านั้นได้นำเงินไปทำตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้ก่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์หรือไม่ เช่น นำไปสร้างโรงงาน นำไปจ่ายเงินกู้ที่มีภาระดอกเบี้ย  นอกจากนี้หุ้นใหม่ที่เข้าตลาดก็มักจะมาออก opp day อยู่สม่ำเสมอ ทำให้เราติดตามได้ง่ายว่าบริษัทมีแผนจะเพิ่มรายได้ของบริษัทและเติบโตไปได้อย่างไร





ซึ่งนี่ก็เป็นวิธีหาหุ้นอีกวิธีหนึ่งที่ผมใช้อยู่นะครับ  แต่ต้องบอกก่อนว่าหาหุ้นได้แล้วไม่ใช่ซื้อเลย  ก็ต้องประเมินด้วยว่ากิจการจะโตต่อไปอย่างไร  PE แพงเกินไปไหม  กิจการมีความเสี่ยงอะไรบ้าง  และที่สำคัญถ้าหุ้นขึ้นไปมากๆก็ต้องรออย่าตามน้ำซื้อโดยที่ราคามันไปไกลแล้ว กรณีถ้าเรามีหุ้นอยู่แล้วราคาหุ้นพุ่งเกินจากที่เราประเมินไปมากก็ทยอยขายบ้าง เพราะส่วนใหญ่หุ้นที่เพิ่งเข้าตลาด ราคามักจะเหวี่ยงแรงๆ ทั้งสูงเกินเหตุ ต่ำเกินไป  การทยอยขายบางส่วนก็ถือเป็นการล็อคกำไรและลดความเสี่ยงของพอร์ตในตัว
.
สำหรับบทความนี้ก็จบเท่านี้นะครับ หวังว่าจะพอมีประโยชน์กับนักลงทุนแบบมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆนะครับ

------------------------------------------
ช่องทาง Donate สนับสนุนผู้เขียน
True wallet : 085-918-8932
Paypal : savathirun@gmail.com

วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ลักษณะหุ้นที่ผมชอบและอยากมีไว้ในพอร์ต

การเลือกหุ้นก็เหมือนการเลือกคบแฟนที่เราจะต้องมีสเปคในใจ  ซึ่งผมเองก็มีสเปคหุ้นในดวงใจเหมือนกัน โดยหุ้นเหล่านั้นจะต้องมีสิ่งเหล่านี้

1.รายได้เพิ่มขึ้นสม่ำเสมอ 
รายได้สำคัญกว่ากำไร เพราะบางครั้งกำไรที่เพิ่มอาจมาจากรายได้พิเศษชั่วครั้งชั่วคราว หรือกำไรที่ที่ลดมาจากการลงทุนใหม่ การซื้อเครื่องจักร ฯลฯ แต่รายได้มาจากการขายสินค้าหรือการบริการให้ลูกค้าโดยตรง ซึ่งอนุมานได้ว่าขายได้มากขึ้น กิจการมีการขยายตัว


2.ปันผลเป็นเงินสด 
โดยส่วนตัวผมไม่ชอบหุ้นที่ปันผลเป็นหุ้นเลย เพราะการได้รับเงินปันผลเปรียบเสมือเราได้ดอกเบี้ยจากการถือหุ้นตัวนั้น ซึ่งเราจะเอาเงินปันผลที่ได้ไปใช้จ่าย หรือไปซื้อหุ้นตัวเดิมเพิ่มเติมก็ได้ แต่การปันผลเป็นหุ้นเราจะได้เพียงแค่จำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้นแต่ราคาหุ้นก็ไดรูทลงมาตามสัดส่วน แถมเจ้าของบริษัทก็ต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายแทนเราจากกรณีปันผลเป็นหุ้นให้เราอีก (เหมือนบริษัทเสียเงินไปฟรี)



3.ไม่เพิ่มทุนโดยไม่จำเป็น 
หุ้นตัวไหนเพิ่มทุนบ่อยๆผมแทบไม่มองเลย แต่ถ้านาน ๆ เพิ่มทุนที และการเพิ่มทุนมีโอกาสทำให้กิจการเติบโตผมก็ถือว่าโอเค

4. ราคาหุ้นไม่สูงมากหรือราคาต่ำ ๆ (ไม่เกี่ยวกับหุ้นถูกหรือแพง) 
ที่ชอบราคาหุ้นไม่สูงมากเพราะว่า เราสามารถแบ่งเงินเดือนหรือเงินในพอร์ตมาซื้อได้ตลอด มีเงินน้อยก็ยังซื้อได้ และที่ผมสังเกตุส่วนใหญ่เมื่อหุ้นที่มีการเติบโตและราคาต่ำ ๆ ราคาหุ้นมักจะพุ่งได้ไกลกว่าหุ้นที่ราคาสูงอยู่แล้ว (ไม่เกี่ยวกับหุ้นถูกหรือหุ้นแพงนะ) และหุ้นบางตัวเมื่อราคาพุ่งไปสูงแล้วก็มักจะแตกพาร์และมีโอกาสที่ราคาจะพุ่งได้ต่ออีกรอบ **(นักลงทุนรายย่อยชอบซื้อหุ้นราคาต่ำ ๆ เพราะอาจเข้าใจว่ามันถูก จึงทำให้ราคามันพุ่งได้เรื่อย ๆ )

5. สบายใจที่จะถือหุ้นนั้น ๆ 
การที่เราไปซื้อหุ้นบริษัทฯที่เราไม่ชอบบริษัทนั้น จะทำให้เรามีอคติในการวิเคราะห์หุ้นดังกล่าว พอมีข่าวไม่ดีเกี่ยวกับบริษัทออกมาก็จะเราไขว้เขววิตกกังวลไปต่าง ๆ นานา ส่วนสาเหตุที่เราไม่ชอบก็อาจมาจาก นโยบายการค้าของบริษัท ผู้บริหาร ฯลฯ ดังนั้นหุ้นที่ผมจะซื้อต้องสบายใจในการถือระยะยาว และมั่นใจในตัวบริษัท

วันอังคารที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2557

ถือหุ้นกี่ตัวดี ?

สำหรับผู้ลงทุนในหุ้นช่วงแรก ๆ มักจะมีคำถามว่าควรจะซื้อหุ้นทั้งหมดกี่ตัวดี  ตรงนี้แล้วแต่ว่าคุณจะติดตามข่าวสารหุ้นตัวนั้น ๆ ได้ดีแค่ไหน  บางคนอาจจะบอกว่า 3-4 ตัว  บางคน 7 ตัว บางคน 10 ตัว  ผมจึงขอสรุปจากการศึกษาและวิเคราะห์ของผมเองว่า ควรมีหุ้นอยู่ที่ 4-7 ตัว ไม่ควรมากกว่านี้หรือน้อยกว่านี้ และในหุ้นที่คุณมีก็ไม่ควรอยู่ในกลุ่มธุรกิจเดียวกันมากกว่า 2 ตัว เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงในกรณีที่มีปัญหามากระทบกับธุรกิจนั้น ๆ โดยตรง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้เป็นกฎตายตัวว่า คุณห้ามถือหุ้นมากกว่านี้หรือน้อยกว่านี้  เพราะนักลงทุนชื่อดังของโลกอย่าง ปีเตอร์ ลินซ์ เคยถือหุ้นเป็นร้อยตัว หรือนักลงทุนชื่อดังของไทยก็ถือหุ้นมากกว่า 10 ตัวขึ้นไป บางท่านถือ 1-2 ตัวก็มีแต่ก็ประสบความสำเร็จทุกคน  (แต่ละคนก็มีเหตุผลในการถือหุ้นจำนวนนั้น ๆ นักลงทุนควรหาบทความหรือหนังสือของคนๆ นั้นมาอ่านถึงเหตุผลอีกที)


ดังนั้นเมื่อเราเป็นนักลงทุนที่ไม่ได้เก่งเลิศอะไร การเดินทางสายกลางถือหุ้นอยู่ที่ 4-7 ตัวก็คงจะไม่ผิดนัก  เพราะถ้าเราถือหุ้นน้อยตัวเกินไปแค่ 1-3 ตัว ก็อาจมีโอกาสทำให้ภาพรวมของพอร์ตหุ้นเสียหายในกรณีที่ท่านประเมินหุ้นตัวใดผิดไปแล้วเสียหายอย่างหนัก มันจะฉุดพอร์ตคุณไปมากทีเดียว  หรือถ้าท่านถือหุ้นมากตัวหรือ 10 ตัวขึ้นไปนอกจากจะติดตามข่าวสารหุ้นแต่ละตัวไม่ทันแล้ว ผลตอบแทนภาพรวมของพอร์ตก็อาจจะไม่ดีนัก (ยกเว้นว่าหุ้นท่านสร้างผลตอบแทนดีแทบทุกตัว)  ส่วนน้ำหนักในหุ้นแต่ละตัวที่ถืออันนี้ไม่มีกฎตายตัวหรือเซียนท่านใดออกมาชี้แจงอย่างเด่นชัด ก็คงต้องแล้วแต่สไตล์ลงทุนของแต่ละคน รวมทั้งการวิเคราะห์, ความมั่นใจในหุ้นแต่ละตัว

วันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

P/E Ratio



สำหรับอัตราส่วนทางการเงินที่นักลงทุนมักจะให้ความสนใจเป็นอันดับต้นๆ ก็คืออัตราส่วน P/E  ซึ่งหมายถึงราคาต่อกำไรของหุ้น ซึ่ง P หมายถึงราคา และ E หมายถึงกำไรต่อหุ้นย้อนหลัง 1 ปีซึ่งการใช้ P/E มีข้อควรระวังคือ หาก E ไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมายราคาก็จะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การคิดค่าเสื่อมมากเกินไปหรือน้อยเกินไปซึ่งทำให้กำไรผิดปกติ หรือกำไรพิเศษซึ่งเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวก็ทำให้ E สูงขึ้นผิดปกติ รวมถึงการตลาดปรับค่า P/E สูงขึ้นหรือต่ำลงตามภาวะตลาด ณ ตอนนั้น  ซึ่งความผิดปกติต่างๆ นักลงทุนสามารถตรวจสอบเบื้องต้นได้จากการอ่านงบการเงินของบริษัทฯ

E ที่เปลี่ยนไปมีผลต่อราคาอย่างไร ผมจะขอยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้นดังนี้
หุ้น XY มีราคา (P) ปัจจุบันอยู่ที่ 10 บาท มีกำไรต่อหุ้น (E) อยู่ที่ 0.8 บาท จากข้อมูลหุ้นตัวนี้จะมี P/E อยู่ที่ 12.5 

กรณีที่ 1. ตลาดมองว่าหุ้น XY เป็นหุ้นของบริษัทที่มีศักยภาพดีผู้คนต่างก็ให้ความสนใจและมองว่าหุ้นตัวนี้มี P/E เหมาะสมอยู่ 15  ดังนั้นราคาของหุ้น XY ก็จะปรับขึ้นไปที่ 12 บาท

กรณีที่ 2. กำไรต่อหุ้นมีสูงขึ้นหรือต่ำลง จะมีผลทำให้ P/E ของหุ้นปรับเปลี่ยนตามไปด้วย อาทิ กำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้นจากเดิมมาอยู่ที่ 0.9 บาท P/E ก็จะปรับมาอยู่ที่ 11.11  และถ้าตลาดยังคงมองหุ้น XY ว่าควรมี P/E เท่าเดิมที่ 12.5  หุ้นก็จะปรับขึ้นไปอยู่ที่ 13.88 บาท

จาก 2 กรณีที่กล่าวไปในหุ้นตัวหนึ่ง มักจะเกิดทั้งสองกรณีซ้อนทับกันเสมอๆ ดังนั้นนักลงทุนควรมอง P/E ในอนาคตด้วยว่ามีโอกาสไปทิศทางไหน E ในอนาคตมีแนวโน้มเป็นอย่างไร อนาคตตลาดจะให้ P/E แก่หุ้นตัวที่เราเลือกได้สูงหรือต่ำแค่ไหน และราคาปัจจุบันที่ซื้อนั้นมี P/E เหมาะสมไหมถูกหรือแพงอย่างไร

วันจันทร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2557

บันทึกต้นทุนการซื้อหุ้น




หากท่านได้อ่านหนังสือ "คัมภีร์หุ้นห่านทองคำ" ที่ผมเคยได้แนะนำก่อนหน้านี้จะเห็นวิธีบันทึกต้นทุนการซื้อหุ้นที่ผู้เขียนได้ทำขึ้นและแสดงตัวอย่างการซื้อหุ้นและวิธีคิดต้นทุนหากใครยังไม่ได้อ่านก็ไม่เป็นไรนะครับ  ที่ผมเกริ่นไปนั้นเพราะว่าวันนี้มีไฟล์ excel การบันทึกต้นทุนการซื้อหุ้นมาฝากครับ  วิธีบันทึกจะเหมือนกับในหนังสือเล่มดังกล่าว ซึ่งวิธีคิดนี้จะไม่เหมือนกับวิธีที่โบรกเกอร์คิดนะครับเพราะทางโบรกเกอร์ใช้วิธีคิดแบบ FIFO (First in, First Out)

ใครสนใจลองโหลดไปใช้ดูครับ แต่ผมต้องบอกก่อนนะครับว่าไฟล์นี้ผมไม่ได้เป็นคนทำเอง เคยมีคนทำแจกไว้ในอินเตอร์เน็ตไว้นานแล้วซึ่งผมก็ไม่ทราบแน่ชัดว่าใครเป็นคนทำคนแรก  เพราะมีการส่งต่อกันมาเป็นทอดๆ  แต่ไฟล์นี้ผมได้ปรับรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ  ให้อัตราค่าคอมมิชชั่นตรงกับปัจจุบันที่เทรดด้วยอินเตอร์เน็ตมากที่สุด  และหากบัญชีหุ้นที่ท่านใช้อยู่มีค่าคอมมิชชั่นขั้นต่ำก็อย่าลืมใส่ตรงนั้นด้วย  หากใครสงสัยตรงไหนอย่างไร ถามไว้ในบล็อกนี้หรือที่แฟนเพจได้เลยนะครับ

ดาวน์โหลดไฟล์ตรงนี้ครับ >> Down Load

วันพุธที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2557

การคัดกรองหุ้น และ หุ้นน่ากลัว



ในตลาดหลักทรัพย์มีบริษัทจดทะเบียนมากมาย ซึ่งหมายความว่ามีหุ้นให้เราเลือกลงทุนมากกว่า 500 ตัวขึ้นไป ซึ่งเป็นเรื่องยากในการจะทำความรู้จักกับทุกบริษัทหรือรู้จักกับหุ้นทุกตัว ดังนั้นการคัดกรองหุ้นเบื้องต้นจึงเป็นสิ่งสำคัญในการเลือกหุ้นเพื่อการลงทุน

หลัก ๆ ในการคัดกรองหุ้นเบื้องต้นได้แก่
1. ต้องรู้ว่าเราต้องการลงทุนในธุรกิจกลุ่มไหน อาทิ กลุ่มธนาคาร, กลุ่มสื่อสาร
2. พิจารณาผลประกอบการต่างๆ ของบริษัทในกลุ่มธุรกิจนั้น โดยดูได้จาก รายงานประจำปี, รายงานผลประกอบการซึ่งหาข้อมูลได้จากบริษัทนั้นๆ หรือ www.set.or.th  , www.settrade.com
3. ศึกษาถึงผู้บริหารว่ามีวิสัยทัศน์อย่างไรมีแผนการทำธุรกิจอย่างไร ซึ่งส่วนมากมักจะอยู่ในรายงานประจำปี  หรือรายงานการประชุมประจำปี ซึ่งหาข้อมูลได้ตามข้อ 2
4. หลีกเลี่ยงหุ้นน่ากลัว ซึ่งจะอธิบายในย่อหน้าถัดไป
5. พิจารณาราคาที่เหมาะสมและรอโอกาสในการซื้อ

หุ้นน่ากลัว หมายถึงหุ้นที่ไม่น่าเข้าไปลงทุนด้วย เพราะมักจะเป็นหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงที่จะขาดทุน ซึ่งหุ้นดังกล่าวที่ควรหลีกเลี่ยงคือ
1. หุ้นปั่น คือ หุ้นที่มีคนพยายามสร้างข่าวดีต่างๆ ออกมาให้ข่าวอยู่เป็นประจำเพื่อดันราคาหุ้นให้ไปสูงๆ เพื่อที่คนสร้างราคาจะได้เทขายหุ้นออกมาในราคาที่ต้องการ ซึ่งหลังจากเทขายราคาหุ้นจะตกอย่างรวดเร็ว
2. หุ้นที่เกี่ยวข้องกับนโยบายของรัฐบาล เพราะมีโอกาสที่บริษัทจะได้งานหรือไม่ได้งาน ผลประกอบการไม่แน่นอน คาดเดายาก
3. หุ้นที่มีสหภาพแรงงาน
4. หุ้นในธุรกิจตะวันตกดิน หมายถึง หุ้นที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจที่กำลังถดถอย
5. หุ้นที่มีผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการมีลักษณะปกปิดบัญชีหรือพยายามตกแต่งบัญชีต่างๆ เพื่อให้ผลประกอบการเป็นไปตามที่ต้องการ  ข้อนี้อาจเช็คลำบากต้องอาศัยการติดตามข่าวสารต่างๆ และอ่านงบการเงินย้อนหลัง (อ่านหมายเหตุประกอบงบการเงิน)

ทั้งนี้หุ้นน่ากลัวไม่ใช่หุ้นที่ซื้อไม่ได้นะครับ สามารถซื้อได้ถ้าท่านเข้าใจกิจการของตัวหุ้นนั้นเป็นอย่างดี แต่ด้วยที่บล็อกนี้นำเสนอการซื้อหุ้นลงทุนสำหรับคนมีรายได้น้อยหรือมนุษย์เงินเดือน คงเป็นการยากในการติดตามข่าวตลอดเวลาและต้องมานั่งวิเคราะห์อะไรที่ยากเกินไปกับการซื้อหุ้นน่ากลัว

วันอังคารที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2557

อดทนรอซื้อหุ้นที่หมายปอง



ปัญหาใหญ่ของคนซื้อหุ้นทั่วไปก็คือ “ซื้อหุ้นในราคาที่แพง” ซึ่งถ้าเราซื้อหุ้นในราคาที่สูงจนเกินไปก็จะให้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่าเท่าที่ควร เช่น เงินปันผลเมื่อเทียบกับเงินลงทุน, กำไรจากส่วนต่างของราคาซื้อขาย  ฯลฯ  และก็มักจะมีปัญหาอีกอย่างหนึ่งตามมาอีกนั่นก็คือ “แล้วควรซื้อหุ้นราคาไหน” ซึ่งผมบอกได้เลยว่าไม่รู้ครับ เพราะราคาที่แต่ละคนยอมรับได้ไม่เหมือนกันและวิธีการหาราคาที่หุ้นที่เหมาะสมของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน  แต่จากโพสต์ก่อนหน้าที่ผมแนะนำหนังสือหุ้นเบื้องต้นให้อ่านก็จะมีในส่วนของการประเมินราคาหุ้นอยู่บ้างแล้ว ซึ่งโดยทั่วไปนักลงทุนก็มักจะดูราคาหุ้นเทียบกับ P/E P/BV ROE D/E และอัตราส่วนการเงินต่าง ๆ ที่เกียวข้อง ซึ่งอัตราส่วนตรงนี้ยังไม่ขอพูดเจาะลงไป ขอไว้พูดถึงในโพสต์ต่อๆ ไปครับ

เมื่อได้ราคาหุ้นที่เหมาะสมแล้วลำดับต่อไปของนักลงทุนนั่นก็คือ รอให้ราคาหุ้นตกลงมาเท่ากับราคาที่เราได้ประเมินราคาไว้ (แต่ถ้าราคาปัจจุบันอยู่ในราคาที่เราประเมินไว้แล้ว ก็ซื้อได้เลยนะครับ อาจจะทยอยซื้อบางส่วนก่อนก็ได้)  ในส่วนของการรอไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าต้องรอนานแค่ไหนแต่เราก็ควรติดตามเป็นระยะๆ และคอยประเมินราคาหุ้นทุกไตรมาสตามรอบผลประกอบการเพื่อจะได้ดูแนวโน้มกิจการนั้นๆ ว่าตรงกับที่เราคิดไว้หรือไม่  นักลงทุนเก่งๆ หลายคนสามารถอดทนรอให้ราคาหุ้นตกลงมาตามราคาที่ประเมินไว้ได้ถึง 2-3 ปีเลยทีเดียว (บางคนก็นานกว่านี้อีกนะ)


คำถามที่จะมีต่อมาก็คือ “แล้วถ้าราคามันไม่ลงมาให้ซื้อเลยล่ะ” คำตอบก็คือ

1.รอต่อไปหรือไม่ก็ดูหุ้นตัวอื่นที่น่าสนใจกว่า (แต่หุ้นตัวเดิมก็ยังคงต้องติดตามอยู่นะ) แต่โดยปกตินักลงทุนมักจะมีหุ้นอยู่ในใจหลายๆ ตัวอยู่แล้ว ตรงนี้ก็ให้พิจารณาซื้อหุ้นที่มีราคาลงมาถึงราคาที่เราประเมินไว้

2.หุ้นแต่ละตัวที่หมายปองไว้ราคาก็ยังแพงมากไม่ลงมาสักที ซึ่งข้อนี้ก็คงต้องถือเงินสดไว้ในพอร์ตต่อไป (อย่าลืมฝากเงินเข้าพอร์ตหุ้นทุกเดือนนะ เป็นการออมในตัว)  แม้การถือเงินสดไว้ในพอร์ตจะไม่ได้อะไรแต่อย่างน้อยเราก็ได้ดอกเบี้ยจากโบรกเกอร์นะครับ ตามอัตราที่โบรกเกอร์นั้นๆ ได้ประกาศออกมาซึ่งทั่วไปมักจะมากกว่าอัตราดอกเบี้ยฝากออมทรัพย์ที่ธนาคารซะอีก  แต่ดอกเบี้ยที่ได้รับจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ซึ่งเราสามารถขอเครดิตคคืนภาษีได้ปลายปีตอนยื่นแบบเสียภาษีฯ  ส่วนดอกเบี้ยที่ได้รับโบรกเกอร์จะโอนเงินเข้าพอร์ตหุ้นเราอัตโนมัติครับ แล้วจะมีจดหมายแจ้งหลังจากนั้นประมาณ 1 อาทิตย์



จากที่กล่าวมาทั้งหมดอยากจะบอกว่าการลงทุนก็เหมือนการตกปลา ท่านต้องใจเย็นและอดทนรอและยิ่งด้วยข้อจำกัดของเงินที่เราจะซื้อหุ้นยิ่งต้องอดทนเป็นอย่างยิ่ง และผมขอฝากคำคมจากเซียนนักลงทุนหุ้นไว้ว่า “ซื้อหุ้นดีในราคาที่เหมาะสม ดีกว่าซื้อหุ้นดีเลิศในราคาที่แพง”