วันจันทร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2557

มีเงินน้อยก็ซื้อหุ้นได้



สำหรับพอร์ตหุ้นมนุษย์เงินเดือนที่ใช้การฝากเงินเข้าพอร์ตทุกเดือนตามกำลังทรัพย์ อาจจะแค่ไม่กี่พันบาทต่อเดือน ทำให้มีข้อจำกัดในการซื้อหุ้นหลาย ๆ ตัวที่มีราคาต่อหุ้นสูง (ราคาหุ้นสูงไม่ใช่แปลว่าหุ้นแพงนะครับ) เช่น คุณมีเงินฝากเข้าไปในพอร์ตหุ้นเดือนละ 2,000 บาท  แต่หุ้น X ที่คุณอยากซื้อมีราคาต่อหุ้นที่หุ้นละ 50 บาท  ซึ่งในการซื้อขายหุ้นปกติต้องซื้อขั้นต่ำที่ 100 หุ้นดังนั้นถ้าคุณจะซื้อหุ้น X คุณก็ต้องมีเงินอย่างน้อย 5,009 บาท (รวมค่าคอมมิชชั่นและภาษี) 

ดังนั้นคุณมีทางเลือกในการซื้อหุ้น X ได้อยู่ 2 วิธี คือ
1) ทยอยฝากเงินเรื่อย ๆ ให้จำนวนเงินในพอร์ตเพียงพอต่อการซื้อ 100 หุ้นแล้วค่อยซื้อ
2) ซื้อเป็นเศษหุ้น จากตัวอย่างหุ้น X ราคา 50 บาท คุณมีเงินในพอร์ตจากการเติม 2,000 บาท คุณก็กดคำสั่งซื้อขายไปที่ 35 หุ้น  ซึ่งคำสั่งนี้จะไม่โชว์ในกระดานซื้อขายปกติ แต่จะไปโชว์ในกระดานซื้อขายเศษหุ้น ซึ่งบางโบรกเกอร์มีกระดานซื้อขายให้ดูแต่บางโบรกเกอร์ก็ไม่มี แต่สามารถส่งคำสั่งซื้อขายเศษหุ้นได้เหมือนกัน ถ้ามีพอร์ตบัวหลวงก็ดูกระดานเศษหุ้นได้เลย

ข้อดีและข้อเสียจากสองวิธี้


ทยอยฝากเงินแล้วซื้อทีละ 100 หุ้น
ซื้อเป็นเศษหุ้น
ข้อดี
ซื้อได้ง่ายตามราคาตลาด ณ วันที่ทำการซื้อ
ตั้งคำสั่งซื้อล่วงหน้าก่อนตลาดเปิดได้
 ซื้อได้ตามจำนวนเงินที่มีอยู่ในพอร์ต
ข้อเสีย
ราคาหุ้น ณ วันที่ซื้ออาจปรับตัวสูงขึ้นไปมาก
ซื้อได้ยากและราคาที่ซื้ออาจแพงกว่าราคาตลาด
ไม่สามารถส่งคำสั่งซื้อล่วงหน้าก่อนตลาดเปิด


ภาพตัวอย่างจากการซื้อเศษหุ้นครับ ซึ่งในภาพเป็นเมลคอนเฟิร์มซื้อขายประจำวันของหลักทรัพย์ทิสโก้

วันศุกร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2557

แนะนำหนังสือการลงทุนในหุ้น



สำหรับผู้ลงทุนหุ้นมือใหม่มักจะมีคำถามเสมอว่า “อ่านหนังสือหุ้นเล่มไหนดี” หรือ “ช่วยแนะนำหนังสือเล่นหุ้นให้หน่อย” ซึ่งปัจจุบันหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นมีออกมามากมายหลากหลายสำนักพิมพ์  เริ่มแรกควรจะหาหนังสือที่เกี่ยวการซื้อขายหุ้นเบื้องต้นมาอ่านก่อน ซึ่งมีอยู่หลายเล่มเหมือนกัน แต่ผมแนะนำ 2 เล่ม (ซื้อเล่มใดเล่มหนึ่งก็ได้) คือ เล่นหุ้นออนไลน์ไม่ยาก กับ มือใหม่เล่นหุ้นฉบับการ์ตูน  ควรหลีกเลี่ยงหนังสือที่มีชื่อหนังสือในทำนองว่า “รวยง่าย ๆ” เพราะความเป็นจริงมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นเลย




หลังจากเข้าใจเรื่องระบบซื้อขายแล้ว ต่อไปก็ควรหาหนังสือที่เกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นมาอ่าน เพื่อหาแนวคิดของการลงทุนในหุ้นและช่วยให้เราเห็นแนวทางการลงทุนต่างๆ จะมีเล่มไหนบ้างไปดูกันได้เลยครับ

1. หนังสือของ ดร.นิเวศน์  เหมวชิรากร ทุกเล่ม เพราะแทบจะเรียกได้ว่าเป็นต้นตำหรับการลงทุนหุ้นคนแรกๆ ในเมืองไทย  และอยู่ในตลาดหุ้นมานานผ่านหลายวิกฤต หนังสือของ ดร.นิเวศน์ จะเป็นหนังสือที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย อ่านเพลิน และมีข้อคิดต่างๆในการลงทุน

2. เพาะหุ้นเป็นเห็นผลยั่งยืน - ผู้แต่ง : กวี ชูกิจเกษม - อ่านเข้าใจง่าย มียกตัวอย่างหุ้นประกอบแนวทางเป็นศึกษาหุ้นเติบโต
3. คัมภีร์หุ้นห่านทองคำ - ผู้แต่ง : เทพ รุ่งธนาภิรมย์ - (ทั้งชุดมี 6 เล่ม) อ่านเล่ม 1-3 ก็พอ ส่วนเล่มที่ 4-6 ออกแนวซ้ำ แนวทางของผู้แต่งเป็นการศึกษาหุ้นปันผลและการลดต้นทุนต่อหุ้นเพื่อการถือหุ้นในระยะยาว
4. อ่านงบการเงินเพื่อลงทุนในหุ้น - ผู้แต่ง : เซียนหุ้น - เป็นแนวอ่านงบการเงิน แบบอธิบายเข้าใจง่ายๆ คนไม่เข้าใจเรื่องบัญชีก็ทำความเข้าใจได้ไม่ยาก
5. เล่นหุ้นกับพี่เม่า - ผู้แต่ง : ไม้ไต่คู้ - การ์ตูนขำๆ สะท้อนความผิดพลาดของเม่า เล่มนี้ไม่ได้แนวทางลงทุน แต่ได้แนวทางที่ผิดพลาดของเม่า (เราจะได้ไม่ทำตาม)
6. อันนี้ไม่ใช่หนังสือล่ะแต่เป็น you tube โดยให้ค้นหาคำว่า moneytalkchannel หรือ  vi สายดำ  ไว้สำหรับดูแนวทางการลงทุนของแต่ละคนที่มาออกรายการ




*** หนังสือแปล ผมยังไม่แนะนำ แนะนำให้หาข้างบนอ่านให้หมดก่อน แล้วค่อยหาหนังสือแปลมาอ่านภายหลังครับ

หนังสือที่แนะนำเบื้องต้นก็ประมาณนี้นะครับหรือจะอ่านเพิ่มเติมกว่านี้ได้ก็ยิ่งดีครับ เราจะได้เห็นแนวทางการลงทุนของหลายๆคนเพิ่มมากยิ่งขึ้นไป



วันอังคารที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2557

แนะนำตัว & แนะนำ 2 บริษัทหลักทรัพย์



สวัสดีครับขอบคุณที่เข้ามาอ่านบล็อกนี้นะครับ โพสต์นี้เป็นโพสต์ที่ 3 ของบล็อก และต่อไปจะพยายามเขียนบทความมานำเสนอทุกท่านให้มากขึ้นนะครับ

ก่อนอื่นอยากเล่าที่มาในการเขียนบล็อกนี้ก่อนก็คือ ผมได้สนใจเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้น ซึ่งแต่เดิมเคยคิดว่าเราต้องมีเงินเป็นจำนวนมากหลักแสนหลักล้านเท่านั้น ถึงจะเริ่มการลงทุนในหุ้นได้  แต่เมื่อผมได้หาข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ก็พบว่ามีเงินน้อยเราก็เริ่มลงทุนได้ โดยการฝากเงินเข้าบัญชีหุ้น (บัญชีหลักทรัพย์)ทุกเดือนๆ ทยอยซื้อไปเรื่อยๆ ในทุกเดือน  ซึ่งในบทความต่อๆ ไปจะมีแนะนำว่าเงินน้อยจะซื้อหุ้นอะไรได้บ้าง

จากโพสต์ก่อนหน้าที่ผมแนะนำบริษัทหลักทรัพย์ไปสองที่ ตอนนี้ผมจะเปรียบเทียบให้เห็นว่าทั้งสองที่มีข้อดีข้อเสียต่างกันอย่างไร  อย่างไรก็ตามท่านอาจจะเปิดทั้งสองที่ไว้ก็ได้ครับ เพราะไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการเปิด (มีค่าอากรแสตมป์ 30 บาท ซึ่งบางครั้งก็เก็บ บางครั้งก็ไม่เก็บ - -“)


ไม่มีค่าคอมมิชชั่นขั้นต่ำ*
ใช่
ใช่
โอนเงินเข้าพอร์ตสะดวก
มาก
มากที่สุด
ฝากเงินขั้นต่ำ **
ประมาณ 1,000
ประมาณ 500
ถอนเงินขั้นต่ำ
5,000
10,000
อัตราดอกเบี้ย ***
2%
1.50%
มีกระดานซื้อขายเศษหุ้นให้ดู ****
ไม่มี
มี
มีแอพ streaming ของตัวเอง
ไอแพด
ไม่มี
ระบบ streaming ล่ม
นาน ๆ ครั้ง
พอมีบ้าง



* ต้องแจ้งตอนเปิดบัญชีว่ารับเอกสารทางเมลและไม่เอาคอมมิชชั่นขั้นต่ำ (ลองสอบถามโบรคเกอร์อีกทีหลังเปิดพอร์ตได้แล้ว)

** จริงๆ อาจฝากน้อยกว่านี้ก็ได้นะครับ แต่ผมเคยฝากขั้นต่ำแค่นี้ ซึ่งแค่นี้ก็เกรงใจเค้าแล้ว

*** อัตราดอกเบี้ยหมายถึง ยอดเงินที่ค้างอยู่ในพอร์ตหุ้น ที่ยังไม่ได้ทำการซื้อหุ้น แต่ดอกเบี้ยนี้จะเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15%  โดยจะคิดทุก 6 เดือน  เงินดอกเบี้ยที่ได้จะโอนเข้าพอร์ตอัตโนมัติและจะมีเอกสารแจ้งมาภายหลังประมาณ 1 อาทิตย์  ซึ่งจะเห็นได้ว่าดอกเบี้ยสูงกว่าฝากเงินออมทรัพย์ธรรมดาในธนาคารอีกนะ

**** กระดาษซื้อขายเศษหุ้น คือกระดานการซื้อขายหุ้นตัวใดตัวหนึ่งที่ผู้ขายและผู้ซื้อ ทำการเสนอซื้อหรือเสนขายแต่ละครั้งไม่ถึง 100 หุ้น (เช่นอยากซื้อ ptt สัก 5 หุ้น)  อย่างไรก็ดีหลักทรัยพ์ทิสโก้เราก็สามารถสั่งซื้อสั่งขายเป็นเศษหุ้นได้ แต่แค่จะไม่มีกระดานเศษหุ้นให้ดูราคาเสนอซื้อ/เสนอขายของเศษหุ้นตัวนั้น ๆ เท่านั้นเอง


หากมีข้อสงสัยใดก็คอมเม้นไว้นะครับ จะมาตอบให้ครับ  และจะพยายามอัพเดทบทความเรื่อยๆครับ
- ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านนะครับ -